5 ตำนานความเชื่อ เรื่องความรักของไทย นำมาเล่าใหม่ ก็ยังได้ข้อคิดดีๆ

5 ตำนานความเชื่อ วันนี้จะพามารู้จักกับ ตำนานความเชื่อ เรื่องความรักของไทย ที่อยู่คู่กับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

5 ตำนานความเชื่อ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จะเดินทางไปเที่ยวไหนก็ไม่สะดวก และยังมีความเสี่ยงหลายคน จึงเลือกกักตัวอยู่บ้าน ทำงานแบบ Work from home หรือเลี่ยงการเดินทางไปที่สาธารณะ วันนี้เรามีตำนานความเชื่อ เรื่องความรักของไทยมาฝาก

แถมไม่ใช่แค่ตำนานทั่วไป เพราะแต่ละเรื่องคือ ความเชื่อที่อยู่คู่กับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง รับรองว่ารู้จักตำนานเหล่านี้แล้ว จะทำให้เพื่อนๆเหมือนได้ไปเที่ยวด้วยตัวเอง และยังช่วยเปิดมุมมองให้เรา เข้าใจการยอมรับความจริง เรื่องความรักอีกด้วย อนิเมะ

5 ตำนานความเชื่อ

เจ้าแม่เขาสามมุข 5 ตำนานความเชื่อ เป็นตำนานเก่าแก่ในท้องถิ่นของ หาดบางแสน จังหวัดชลบุรี

เจ้าแม่เขาสามมุก ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ ในท้องถิ่นของหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี เป็นเรื่องราวของ ครอบครัวยายหลานคู่หนึ่ง ฝ่ายหลานสาวมีชื่อว่า มุก เป็นเด็กกำพร้า ที่ยายนำมาเลี้ยงดูหลัง พ่อแม่เสียชีวิต วันหนึ่งระหว่างที่มุก ไปนั่งเล่นบริเวณเชิงเขาเตี้ยๆ ในอ่างศิลา

เธอได้พบว่าวขาดลอยมา และพบว่าเจ้าของว่าวคือ นายแสน ลูกของกำนันในตำบลนั้น ซึ่งนายแสนก็ได้มอบว่าวตัวนั้น ให้มุกเป็นของแทนตัว ทั้งคู่นัดพบกันหลายครั้ง จนกลายเป็นความรัก และได้ให้คำสัตย์สาบานต่อกันว่า จะรักกันชั่วนิรันด์ หากผิดคำสาบาน จะกระโดดหน้าผาแห่งนี้ ตายตามกันไป

แต่ต่อมาเมื่อกำนันผู้เป็นพ่อของ นายแสน รู้เรื่องเข้าจึงไม่พอใจ และกีดกันความรักของทั้งคู่ รวมถึงจับนายแสนแต่งงานกับ ลูกสาวคนทำโป๊ะเรือ เมื่อมุกรู้เรื่องเข้า จึงกระโดดหน้าผาตายตามคำสาบาน เมื่อนายแสนเห็นดังนั้น จึงโดดหน้าผาตามกันไป

ฝ่ายกำนันที่รู้สึกผิด จึงนำถ้วยชามต่างๆ มาไว้ที่ถ้ำเชิงเขาเพื่อเป็น อนุสรณ์ความรักของทั้งคู่ ภายหลังชาวบ้านจึงเรียกเขาแห่งนี้ว่า เขาสาวมุก และเพี้ยนมาเป็นเขาสามมุกในที่สุด ส่วนหาดที่พบศพของทั้งคู่ก็เรียก หาดบางแสน เพื่อระลึกถึงความรักของทั้งคู่

และบริเวณถ้ำที่มีเครื่องถ้วยชามต่างๆ หากมีงานบุญก็สามารถ หยิบยืมไปใช้งานได้ แต่สมัยที่ จอมพลป. พิบูลสงคราม สร้างถนนตัดผ่านก็ได้ทำการปิดปากถ้ำไปในที่สุด ต่อมาเขาสามมุกและหาดบางแสน ก็กลายเป็นที่เที่ยวที่ได้รับความนิยม และเรื่องราวของทั้งคู่ ก็ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

มะเมียะ5 ตำนานความเชื่อ เรื่องความรักแห่งเมืองเหนือ

ตำนานความเชื่อเรื่อง ความรักแห่งเมืองเหนือที่ทำให้ เมืองมะละแหม่ง หรือเมาะละแหม่ง (เมาะลำเลิง) รวมถึงวัดล้านนาหลายแห่ง ในเชียงใหม่กลายเป็นสถานที่เที่ยว ยอดฮิตอย่างเรื่องความรักของ มะเมียะและเจ้าน้อยศุขเกษม กันบ้างดีกว่า

ว่ากันว่าความรักของทั้งคู่ โด่งดังมากจนถูกนำไปพิมพ์ เผยแพร่ในนิตยสาร เพ็ชร์ลานนา และ ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ กันเลยทีเดียว เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เจ้าศุขเกษม ในวัย 15 ปีถูกส่งไปเรียนหนังสือ ที่มะละแหม่ง ต่อมาได้พบรักกับสาวพม่า เป็นแม่ค้าขายบุหรี่ชื่อ มะเมียะ

ทั้งคู่เกิดความรัก และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน เมื่ออยู่มะละแหม่งได้ 5 ปี ก็ถึงเวลาต้องกลับเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าศุขเกษมก็พามะเมียะ เดินทางกลับมาด้วยโดยให้คนสนิท ปิดเรื่องความสัมพันธ์เป็นความลับ แต่สุดท้ายเมื่อความจริงเปิดเผย ความรักของทั้งคู่ก็ต้องจบลง

เพราะมะเมียะเป็นคนพม่า อีกทั้งยังถือสัญชาติอังกฤษ แต่เจ้าศุขเกษมนั้นต่อไป ต้องเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงมีชายาเป็นพม่า และเป็นคนสัญชาติอังกฤษ ไม่ได้เนื่องจากกลัวว่า จะเป็นการเข้ามา แทรกแซงทางการเมือง เพื่อยึดเชียงใหม่จนสยามไม่พอใจ

เพื่อไม่ให้เป็นเรื่องราวลุกลาม จึงต้องจบความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เท่านั้นทั้งคู่จึงต้องจากกันตลอดกาล กลายเป็นความเชื่อเรื่อง ความรักแสนเศร้า ที่ยังเล่าขายมาถึงปัจจุบัน และยังถูกนำไปแต่งเพลง คำเมืองของ จรัล มโนเพ็ชร อีกด้วย นางกวัก

ถ้ำพระนาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ แห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่

ถ้ำพระนาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ แห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่ ตั้งอยู่บริเวณหาดไร่เลย์ ที่ชาวบ้านและนักเดินทาง นิยมมากราบไหว้บูชาและขอพร โดยมักนำปลัดขิก มาถวายเนื่องจากมีความเชื่อว่า ที่ถ้ำแห่งนี้มีวิญญาณของหญิงสาว นางหนึ่งสถิตอยู่

รวมถึงมีการตั้งศาลเพียงตาไว้ด้วย แต่ความเชื่อเรื่องความรักนี่ มีที่มาอย่างไรทำไมจึงกลายมาเป็น ตำนานของสถานที่เที่ยวแห่งนี้ ลองมาดูไปพร้อมกันเลย ตำนานเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวเก่าแก่ที่เล่าต่อกันมาว่า เมื่อหลายพันปีก่อนมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมานานแล้ว แต่ยังไม่มีลูกสักที

จึงไปขอพร จากพญานาคให้มีลูก โดยทางพญานาคตกลงให้พรพวกเขา แต่มีข้อแม้ว่าจะมอบบุตรสาวให้ แต่เมื่อนางโตขึ้นต้องมาแต่งงาน กับบุตรชายของพญานาค ซึ่งทั้งคู่ก็ตกลง แต่เมื่อหญิงสาวโตขึ้น เธอกลับไม่ทำตามข้อตกลง และหนีไปแต่งงานกับคนอื่น

พญานาคจึงบันดาลโทสะ ทำลายงานพิธีแต่งงานครั้งนั้น เดือดร้อนถึงพระฤาษีที่บำเพ็ญเพียร อยู่ในถ้ำต้องมาห้ามทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายพระฤาษี จึงสาปให้ทุกคนกลายเป็นหิน ส่วนเรือนหอของหญิงสาว กลายเป็นถ้ำ

ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป มีชาวประมงไปหลบฝนอยู่ในถ้ำนั้น และได้พบเห็นวิญญาณหญิงสาว จึงกลายเป็นที่มาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และมีการนำศาลเพียงตามาตั้งให้นาง ในที่สุด

5 ตำนานความเชื่อสะพานสารสิน ที่นับเป็นเรื่องเศร้า และเป็นโศกนาฏกรรมที่สุด

อีกหนึ่งตำนานความเชื่อ เรื่องความรักที่นับเป็นเรื่องเศร้า และเป็นโศกนาฏกรรมที่สุด อีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของสะพานสารสิน ที่จังหวัดกระบี่นั่นเอง เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์พ.ศ.2516 พ่อค้าขายไข่เต่าเชิงสะพาน ได้โทรแจ้งตำรวจว่าพบชายหญิงคู่หนึ่ง

ขึ้นไปยืนกอดกันบนสะพานแล้ว กระโดดลงไปในกระแสน้ำเชี่ยว แต่เมื่อตำรวจส่งเจ้าหน้าที่ไปค้นหา ก็ไม่พบคาดว่าเพราะความแรงของน้ำ ทำให้ร่างทั้งคู่ถูกพัดออกสู่ทะเลไปแล้ว จากการสอบสวนทำให้เราได้รู้ถึง ที่มาและเรื่องราวที่นำมา สู่จุดจบแสนเศร้า

ชายหญิงคู่นี้คือนายดำ แซ่ลิ้ม อาชีพขับรถสองแถวไม้ และนางสาวกาญจนา แซ่หงอ นักศึกษาปีที่ 2 ของวิทยาลัยครูภูเก็ต นายดำขับรถรับส่งหญิงสาวเป็นประจำ จนกลายเป็นความรัก แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงที่ฐานะดี เมื่อรู้เข้าก็ไม่พอใจทั้งลงโทษลูกสาว รวมถึงสั่งให้เลิกเรียน

แม้จะกำลังเรียนจบ รวมถึงไม่ให้ติดต่อกับฝ่ายชายอีก กาญจนาจึงหนีไปอยู่ที่บ้านฝ่ายชาย และนายดำก็พาคนรักหนีไป อยู่บ้านของพ่อแม่ในตัวเมือง แต่ทางฝ่ายพ่อแม่นายดำเอง ก็ไม่พอใจคนรักของลูกชายด้วยเช่นกัน ภายหลังตำรวจพบจดหมาย

ซึ่งเขียนไว้ว่า จากความกลัดกลุ้ม ที่ครอบครัวไม่ยอมรับ ทำให้หนุ่มสาวสองคนหมดทางไป จึงขอลาตายโดยยึดเอาทะเล เป็นสุสานความรัก ภายหลังตำรวจได้พบว่า จดหมายตำรวจยังพบ จดหมายที่ดำเขียนสั่งความทิ้งไว้ มีความว่า เราทั้งสองรักกันมาก เมื่อเกิดความยุ่งยากคับอกคับใจ

เพราะถูกพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย กีดกันความรักจนความรักไม่มีหนทางไป จึงขอลาตายดีกว่าจะให้แยกจากกัน จดหมายฉบับนี้จึงเป็น หลักฐานยืนยันว่า ทั้งสองมีเจตนาจะฆ่าตัวตาย โดยยึดเอาทะเลเป็นสุสานรัก สุดท้ายเมื่อตำรวจพบร่างของทั้งคู่

ก็ยังพบว่ามีผ้าขาวม้าผูกร่างเอาไว้ ไม่ให้แยกจากกันอีกด้วย กลายเป็นเรื่องราวรักที่แสนเศร้า ของเมืองภูเก็ต ได้รับการสร้างเป็นภาพยนต์ และละครรวมถึงถูกเล่าขานต่อกันมา อย่างไม่รู้ลืม

ถ้ำผานางคอย เป็นผาธรรมชาติ มีความสูงชัน ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม

ที่เที่ยวสุดท้ายในทริปตำนานความรัก ก็คือ ถ้ำผานางคอย ซึ่งเป็นผาธรรมชาติ มีความสูงชัน ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และยังมีหินงอกรูปร่างคล้ายหญิงสาว ที่กำลังอุ้มลูกน้อยรอคอยคนรัก กลายเป็นที่มาของชื่อ ถ้ำผานางคอย

และยังมีตำนานพื้นบ้าน เล่าขานกันมาอีกด้วยว่า ประมาณ 800 ปีก่อนอาณาจักรแสนหวี มีองค์หญิงองค์หนึ่ง ซึ่งสิริโฉมงดงามมากนามว่า อรัญญาณี วันหนึ่งพระนางเสด็จทางชลมารค แต่เรือถูกพายุพัดจนจมลง ข้าราชบริพารล้วนหนี เอาตัวรอดเว้นแต่ นายคะนองเดช

ที่เข้ามาช่วยชีวิตพระนางไว้ กลายเป็นที่มาของความรักในใจทั้งคู่ สุดท้ายจึงได้มีสัมพันธ์ต่อกัน และทรงตั้งครรภ์ขึ้นมา นายคะนองเดช จึงเสี่ยงพาองค์หญิงหนีไปกับเขา แต่เมื่อถูกไล่ตามมาทัน เหล่าทหารจะยิงธนูสังหาร คะนองเดช

แต่กลับกลายเป็นว่าลูกธนู ไปปักที่อุระ (อก) ของพระนาง เขาจึงอุ้มคนรักมาที่ถ้ำแห่งนี้ พระนางบอกให้คะนองเดชหนีไป และกล่าวว่าตนจะรออยู่ที่นี่ ไปชั่วนิรันด์ แรงอธิษฐานทำให้ร่างของนาง กลายเป็นหิน หันไปทิศตะวันตก มือโอบพระโอรสไว้บนตัก กลายเป็นที่มาของชื่อ ถ้ำพระนาง ที่มาพร้อมความรักอันแสนเศร้า