เหล็กไหล ธาตุศักดิ์สิทธิ์ ในประเทศไทย มีลักษณะสีดำคล้ายนิล ชอบฝังตัวอยู่ในถ้ำ

เหล็กไหล วันนี้จะพามาทำความรู้จัก ธาตุศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทย หรือที่ชาวบ้านจะเรียกกันว่า หินไหน

เหล็กไหล ในความเป็นจริงแล้วเหล็กไหล ก็คือธาตุชนิดหนึ่งในโลก ตัวของเหล็กไหลจริงๆนั้น ไม่อาจสามารถระบุได้ว่า มันเป็นธาตุอะไรกันแน่ ทั้งนี้เพราะเหล็กไหลนั้น มีหลายเผ่าพันธุ์ บางชนิดนั้นมีลักษณะเป็นโลหะธาตุ แต่ก็ไม่ใช่เหล็ก บางชนิดนั้นมีลักษณะเป็นเนื้อหิน ไม่ใช่โลหะ

ชาวบ้านจะเรียกกันว่า หินไหน บางชนิดนั้นมีลักษณะเป็นเนื้อแก้ว มีทั้งสีเขียว สีดำ บางชิ้นสีออกเหลือง ผู้รู้จะเรียกกันว่า มณีนพรัตน์ แต่เป็นความหมายของเหล็กไหล ไม่ใช่เพชรพลอยอย่างที่เข้าใจกัน เราสามารถสรุปเหล็กไหลว่าคืออะไรได้ดังนี้

เหล็กไหลคือสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ที่มีจิตวิญญาณ มีชีวิตขั้นพื้นฐานของตนเอง และเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสังขาร ร่างกายอยู่ในรูปร่างของ วัตถุธาตุบางอย่าง มีอยู่หลายชนิด หลายเผ่าพันธุ์ในธรรมชาติ ดูซีรี่ย์

เหล็กไหล

มาดูถึง เหล็กไหล ว่ามีลักษณะอย่างไร ไปดูพร้อมๆกันเลย

เหล็กไหล เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทย มีมากมายหลายชนิด แต่ที่เชื่อกันแพร่หลายที่สุดนั้น จะฝังตัวอยู่ในถ้ำ มีลักษณะสีดำคล้ายนิล ลนไฟให้ยืดได้ เชื่อกันว่า ในการไปเอาเหล็กไหลนั้น จะต้องใช้น้ำผึ้งชโลมก้อนเหล็กไหล แล้วใช้ไฟลนเหล็กไหล ถึงจะยืดออกมากินน้ำผึ้ง ไปพร้อมกับเล่นไฟด้วย

แล้วก็ลนไฟไปกระทั่งทั้งเหล็กไหล ยืดออกมาเรื่อยๆจนกระทั่งบางเท่าเส้นด้าย ถึงจะตัดขาด (ทั้งนี้ในการไปตัดเหล็กไหลนั้น กล่าวกันว่าคนธรรมดานั้นไม่สามารถ ตัดเหล็กไหลเองได้ เนื่องจากมีเทพเจ้า เจ้าป่า เจ้าเขา พญานาคหรือยักษ์ รักษาอยู่

และพร้อมจะเข้าทำร้าย ผู้เข้าไปเอาได้ถ้าผู้นั้นไม่ใช่คนดี มีบุญหรือมีวิชาอาคม แกร่งกล้าพอ และตัวเหล็กไหลนั้น ก็มีฤทธิ์ขัดขืนคนที่เข้าไปเอาได้ด้วย เช่นกล่าวว่าเคยมีคนเข้าไปตัดเหล็กไหล แล้วเอามือไปจับเหล็กไหลแล้ว มีอาการคล้ายถูกฟ้าผ่า หรือถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดเป็นต้น) เหล็กไหลที่ได้นี้

กล่าวกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มากมักฝังไว้ตามตัว ผู้ที่ครอบครองกล่าวกันว่า จะไม่มีอะไรที่ทำร้าย ผู้ที่ครอบครองตัวเหล็กไหลได้ ทั้งมีด ปืน หรือแม้กระทั่งระเบิด ดินปืนทุกชนิด ไม่สามารถจุดติดได้ในอาณาเขต ที่มีเหล็กไหลอยู่ ในความเชื่อนี้กล่าวอีกว่า เหล็กไหลยังแบ่งเป็นสามระดับ หรือสามชนิด คือ

  • ระดับแรก ตัวเหล็กไหลเอง แวววาว เป็นส่วนที่ลนไฟให้ยืดได้ เป็นส่วนที่มีอิทฤทธิ์มากที่สุด เช่น เหล็กไหลปีกแมลงทับ หรือเหล็กไหลโกฐปี เหล็กไหลเงินยวง หรือเหล็กไหลชีปะขาว เหล็กไหลเพชรดำ เหล็กไหลท้องปลาไหล
  • ระดับสอง รังเหล็กไหล มีลักษณะแวววาว รองจากตัวเหล็กไหล ไม่สามารถลนไฟให้ยืดได้ เป็นส่วนที่ห่อหุ้มตัวเหล็กไหล ไว้เป็นฐานรองเหล็กไหลแข็งแน่น ติดกับผนังถ้ำ เช่น โคตรเหล็กไหล แร่เกาะล้าน แร่เม็ดมะขาม เหล็กไหลทรหด
  • ระดับสาม ขี้เหล็กไหล มีลักษณะคล้ายน้ำตาเทียน ดำด้าน แข็งแต่ทุบให้แตกได้ง่าย เกิดจากการที่เหล็กไหลเคลื่อนผ่านทางนั้นแล้วเกิดขี้เหล็กไหลขึ้นมากล่าวว่า แทบไม่มีฤทธิ์ใดๆ

ในแง่วิทยาศาสตร์ เหล็กไหลก็คือโลหะ หรือวัสดุอื่นที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่นอุกกาบาตจากนอกโลก ซิลิเกตจากใต้โลก และที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เช่นปรอท แกลเลียม ซึ่งสามารถหลอมเหลวได้ ในอุณหภูมิห้อง หรือโลหะผสมอื่นๆ สีสันที่ดูเหมือนสีรุ้ง เกิดขึ้นจากการแทรกสอด ในฟิล์มบาง (thin-film interference) คือการแทรกสอดของแสง ที่สะท้อนออกมาจากเนื้อวัตถุ

เหล็กไหลและตำนานความลี้ลับพิสดาร

เหล็กไหล เป็นโลหะธาตุที่มีความลี้ลับพิสดาร แปลกประหลาดมหัศจรรย์ แตกต่างไปจากโลหะธาตุทั้งปวง จึงได้ถูกจัดอยู่ในฐานะ “ธาตุกายสิทธิ์” ที่มีชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นไปตามวิบากของกฎแห่งกรรม ที่บันดาลให้วิญญาณใน สังสารวัฏมาปฏิสนธิ

ในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุ ที่ศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ ทั่วไปดังนั้น “เหล็กไหล” จึงถือเสมือนหนึ่งเป็น “สัตว์โลกที่มีชีวิต” เผ่าพันธุ์หนึ่งในโลก เพราะเหล็กไหล มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย สามารถเคลื่อนไหวได้ เสพบริโภคน้ำผึ้งเป็นอาหาร มีการขับถ่ายออกมาได้ ซึ่งเรียกกันว่า “ขี้เหล็กไหล”

นอกจากนี้ยังสามารถเสพกามได้ แต่เป็นการเสพกามกัน ทางกระแสจิตวิญญาณ เพราะเพียงแต่มีความรู้สึกใคร่ ในกามารมณ์ ก็สามารถบรรลุจุดสุดยอดได้ ในทันทีโดยไม่ต้อง มีการถูกต้องสัมผัสกัน และชอบพักผ่อนหลับนอน ในสถานที่สงบตามถ้ำ

เหล็กไหล จึงจัดเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ เผ่าพันธุ์หนึ่งของโลก จัดอยู่ในจำพวกเทพ แต่เป็นเทพที่มาชดใช้วิบากกรรม ในโลกมนุษย์ดังนั้นจึงทำ ให้มีพวกยักษ์ คนธรรพ์ ครุฑ นาค คอยให้ความอารักขา อีกทีหนึ่ง เหล็กไหลจึงมีถิ่นกำเนิด และบารมีที่แตกต่างกันไป

ตามเผ่าพันธุ์และวรรณะ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ และสมมุติเรียกหาเพื่อให้เห็น ความแตกต่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น เช่น เหล็กไหลโกฏิปี เป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมาก สีปีกแมลงทับ จะออกเขียวเข้มหรือฟ้าสดใส หรือเปลี่ยนเป็นสีท้องปลาไหล เป็นเงามันวาวเนียนละเอียด

เพราะถ้าเคยเห็นปีกแมลงทับ คงจะสังเกตเห็นสีสันดังกล่าว ที่ประกอบไปด้วยสีสองสี สวยงาม ชอบอยู่ในถ้ำที่ลี้ลับลึกลับ และสงบวิเวก เพื่อบำเพ็ญฌานเหมือนฤาษี ที่มีอายุยืนหมื่นๆปี มีความเย็นเหมือนน้ำในฤดูหนาว กล่าวกันว่าเป็นเหล็กไหล ที่เกิดจากมหาฤาษีในยุคต้นๆ

เป็นผู้สร้างไว้มีอำนาจ ทำลายอาถรรพณ์เวทย์ทุกชนิด ให้สูญสิ้นเป็นสุญญตา ใครฝังติดตัวไว้รับรองไม่มีตายโหง ซ้ำยังเรียกเงินเรียกทองให้ไหลมา เนืองนอง เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี มีเสน่ห์ เมตตามหานิยม เข้าไปในสถานที่ใด มีแต่คนชอบรักใคร่

นอกจากนี้ยังป้องกันคุณไสย ที่เขาทำมาให้ตีกลับไป หาผู้ทำถึงชักดิ้นชักงอตายเอาง่ายๆ ชอบดูดกินน้ำผึ้งและเล่นกับไฟ ล่องหนหายตัวได้ ใครได้ครอบครองจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ถ้าบำเพ็ญฌาณ เช่น ฤาษี มุณี ที่ชอบบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่า จะทำให้อายุยืนถึงหมื่นปี โกฏิปี

โคตรเหล็กไหล

โคตรเหล็กไหล (เหล็กไหลงอกหรือเหล็กทรหด) เป็นเหล็กไหลที่มีปรากฏ อยู่ค่อนข้างมาก สีดำสนิทเป็นมันเลื่อม เมื่อกระทบแสงสว่าง ผิวค่อนข้างละเอียด แม่เหล็กดูดไม่ติด พบเห็นได้ตามถ้ำที่ ลึกลับ เกิดจากเทพที่มาใช้วิบากกรรม ในโลกนี้

จึงมีพวกเทพที่เป็นยักษ์ หรือ คนธรรพ์คอยให้ความอารักขา ไม่ยืดหรือหดได้อีก แม่เหล็กดูดไม่ติด แต่ชอบกินน้ำผึ้ง สามารถงอกโตขึ้นเอง บางทีหากเจ้าของบูชาให้ดี จะเปลี่ยนเป็นสีดำอมเขียว ไปจนถึงเป็นสี รุ้ง ๗ สี

ดีทั้งเมตตา โชคลาภ แคล้วคลาดกันภัย มหาอุด คงกระพันถอนพิษสัตว์เขี้ยวงาต่างๆ งอกขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำ และผนังถ้ำที่มีความชื้น และเย็นพอสมควร สามารถนำมาแกะ หรือเจียรนัยเป็นเครื่องราง หรือรูปวัตถุ มงคลตามต้องการ สาริกาลิ้นทอง

เหล็กไหลสีเงินยวง

เหล็กไหล ชนิดนี้มีอริยเทพ อริยพรหม ในระดับอรูปฌาน รักษาอยู่ เป็นเหล็กไหลที่ มีบารมีธรรมในชั้นสูง พบมากในแถบที่มีอากาศเย็นจัด พวกลามะทิเบตมักใช้พกติดตัว จึงพบมากในเขตเทือกเขาสูง ที่มีหิมะปกคลุม เช่นประเทศทิเบต จีน

แถบภาคเหนือของไทย ลาว ดีเด่นทางเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และล่องหนหายตัวได้ ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือดลใจให้ผู้ครอบครอง มีจิตใจฝักใฝ่อยู่ใน การสร้างบุญสร้างกุศล เหล็กไหลชนิดนี้จัดได้ว่า เป็นเหล็กไหลที่มีบารมีธรรมสูงสุด

ในบรรดาผู้ครอบครองเหล็กไหล ทุกชนิดสมัยโบราณมักจะนำไป จัดสร้างพระพุทธรูปหรือเครื่องรางของขลัง ในสมัยโบราณ ดังนั้นเหล็กไหลชนิดนี้ จึงมักจะอยู่ในความครอบครอง ของนักบวชต่างๆ เช่น ฤาษี ชีไพร ภิกษุสงฆ์ผู้ท่องเที่ยว หาความวิเวกตามป่าเขา