พระราหู อสูรเทพ คือเทพที่มีรูปกายเป็นยักษ์ มีพระวรกายสีดำสนิท ทรงอาภรณ์สีดำสนิท

พระราหู วันนี้จะพามารู้จักกับ อสูรและเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ตามคติของ ศาสนาฮินดูและศาสนาพูทธ

พระราหู ยักษ์หรืออสูร ที่มีกายเพียงครึ่งท่อน มักปรากฏในลักษณะที่กำลังกลืนกิน พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ หรือทำท่าทางที่คอยดักจับ พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ ซึ่งมาจากตำนานสุริยคราสและจันทคราส ความหมายในลักษณะดังกล่าวนี้

สร้างมาจากคติความเชื่อเกี่ยวกับ ตำนานพระราหู ที่ว่ายักษ์ชื่อว่าพระราหูผู้เป็นโอรส ของนางสิงหิกาในขณะประกอบพิธีกรรม กวนน้ำอมฤตของเทวดาและอสูร พระราหู ได้ขโมยดื่มน้ำอมฤต พระอาทิตย์กับพระจันทร์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยกัน ได้ฟ้องแก่ พระนารายณ์ ว่ามีอสูรตนหนึ่งได้ดื่มน้ำอมฤต แล้ว

พระนารายณ์ จึงตัดเศียรอสูร คือพระราหูเพื่อลงโทษ แต่เพราะพระราหูได้ดื่มน้ำอมฤตไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ตาย แต่กายขาดเหลือเพียงครึ่งท่อน ด้วยความแค้นพระราหูจึงคอย พยายามกลืนกินพระอาทิตย์และพระจันทร์ เลยเป็นที่มาของราหูอมจันทร์ ดูซีรี่ย์

พระราหู

 

มาดูถึง 4 ตำนานการเกิดของ พระราหู ว่ามีความเป็นมาอย่างไร ไปดูพร้อมๆกันเลย

1. ในฤคเวท พระราหู เป็นทานพนามว่า สวรรภานุ เกิดรู้สึกอิจฉาพระอาทิตย์ จึงจับพระอาทิตย์กลืนไว้ พระอินทร์ จึงใช้จักรตัดหัวสวรรภานุ และปลดปล่อยพระอาทิตย์ออกมา

2. ในพุทธศาสนา พระราหู มีนามว่า พระอสุรินทราหู เป็นอุปราชคู่กับท้าวพรหมทัตตาสูร อยู่เมืองอสูรทางทิศเหนือ เป็นเทวดาตระกูลเนวาสิก ที่มีท้าวเวปจิตติเป็นใหญ่ ต่อมาท้าวสักกะได้ยึดอำนาจ และขับไล่พวกเทวดาตระกูลเนวาสิก

ลงมาจากเขาพระสุเมรุ ในขณะที่กำลังเมาสุรา ทำให้พวกเทวดาเหล่านี้ประกาศตน ใหม่ว่าเป็นพวกอสุรา หรือ อสูร และสร้างเมืองอสูรขึ้นในหุบเขาตรีกูฏ ใต้เขาพระสุเมรุ นอกจากและยังเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอีกด้วย

3. ในคติไทย พระศิวะ สร้างพระราหูขึ้นมาจากการที่ทรงนำ หัวผีโขมด ๑๒ หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง (บางตำราก็ว่า ห่อผ้าสีทองสัมฤทธิ์) แล้วประพรมด้วยน้ำอมฤต เสกได้เป็นพระราหู

มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองสัมฤทธิ์ มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงอักษรวรรค ย (ย ร ล ว) เรียกว่า คชนาม

4. ในคติฮินดู พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติ ราชาแห่งเหล่าทานพ และนางสิงหิกา น้องสาวของราชาแทตย์หิรัณยกศิปุ เมื่อเกิดมามีกายเป็นอสูร และมีหางเป็นนาค

ตามนิทานพื้นบ้านในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้อง ร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์ อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระ ที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน

พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะ ที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง ๓ พี่น้องได้มาเกิดเป็น เทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมี และวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ

พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็น สีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะ เป็นสีนิลออกไปทางทองสัมฤทธิ์ (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้น มีสีดำบ้าง สีเขียวบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป) 

พระราหู

พระราหูกับสาเหตุที่มีกาย เพียงครึ่งท่อน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธี กวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤตนั้นมีทั้งเทวดา และอสูรทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จ เหล่าเทพและอสูรได้ยื้อแย่งน้ำอมฤตกัน

พระวิษณุทรงแปลงกายเป็นนางโมหิณี เพื่อแบ่งน้ำอมฤต พระราหูจึงรีบแปลงกายเป็นเทวดา แล้วลอบดื่มน้ำอมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้น ไปทูลบอกพระวิษณุ

พระวิษณุทรงทราบจึงขว้างจักรสุทรรศนะ ตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาด กลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้น ไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออก จึงกลายเป็นอมตะ

ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็น พระเคราะห์องค์ที่ ๙ แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ ก็คือ พระเกตุ แต่ถ้าในทางคติฮินดู จักรนั้นตัดที่คอของราหู ส่วนหัวคือพระราหู ส่วนตัวคือ พระเกตุ บ้างก็ว่าพระศุกร์ ได้นำนาคมาผ่าเป็น ๒ ส่วน

เพื่อมาต่อให้ราหูและเกตุ พระราหูมีหัวเป็นอสูรตัวเป็นเทพนาค พระเกตุมีหัวเป็นเทพนาคตัวเป็นอสูร จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหู ได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกิน ด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์

นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นาน ก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อน และรัศมีของเทวดานพเคราะห์ ทั้งสองไม่ได้เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์ สุริยุปราคา และ จันทรุปราคา ตามคติความเชื่อของคนโบราณ

เทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์

พระราหู เป็นเทวดานพเคราะห์ ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา ฝักใฝ่ในทางด้านมืด พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์ และเป็นศัตรูกับพระพุธ อันมีเหตุตามนิทานชาติเวร เล่าว่า พระราหูเกิดเป็นคฤหบดี พระเสาร์เกิดเป็นพ่อค้า

พระจันทร์เกิดเป็นคนจนผู้ยากไร้ พระพุธเกิดเป็นสุนัขในบ้านคฤหบดี คนจนได้ไปยืมเงินของคฤหบดี แต่ไม่มีเงินใช้หนี้จึงต้องหนีไป วันหนึ่งพ่อค้าผู้เป็นเพื่อนของคฤหบดี ได้มาพบคนจนเข้าจึงนำเรื่อง ไปแจ้งกับคฤหบดี

สุนัขที่เฝ้าบ้านได้ฟังแล้ว เกิดสงสารคนจนจึงเข้าขบกัดคฤหบดี จนไม่สามารถไปตามจับคนจนได้ ตั้งแต่นั้น พระราหู จึงเป็นมิตรกับพระเสาร์ ส่วนพระพุธเป็นศัตรูกับพระราหู และพระพุธเป็นมิตรกับพระจันทร์

จากตำนานนี้ผู้ใดที่เกิด วันพุธกลางคืนแล้วพระเสาร์โคจรเข้าสู่ดวงชะตา จะมีมิตรสหายเกื้อหนุน ได้ลาภยศทรัพย์สินเงินทอง ได้ยศศักดิ์แลเชื่อเสียง หากพระพุธโคจรเข้าสู่ดวงชะตา จะถูกลอบทำร้าย มีเหตุให้เสียทรัพย์

ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๘ (เลขแปดไทย) และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจาก หัวผีโขมด ๑๒ หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๒ เป็นเทวดาของผู้ที่เกิดวันพุธในเวลากลางคืน 

นอกจากนี้ยังใช้แทนดาวมฤตยู (ดาวยูเรนัส) และเทียบได้กับยูเรนัส หรือ ไทฟอน ตามเทพปกรณัมกรีก ส่วนราหูทางสากลและอินเดีย คือจุดตัดของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์ ตัดกับวงโคจรดวงจันทร์โคจรรอบโลก

คือช่วงที่เป็นจุดตัดที่มีทิศทาง การโคจรของดวงจันทร์ จากที่อยู่ทิศเหนือของเส้นวงโคจร ของโลกรอบดวงอาทิตย์กำลังเดินลง ไปทางทิศใต้ของเส้นวงโคจรของ โลกรอบดวงอาทิตย์ โหราศาสตร์ไทย

พระราหูในพุทธศาสนา

คัมภีร์อนาคตวงศ์ ระบุว่าพระโคตมพุทธเจ้า ตรัสกับพระสารีบุตรว่า พระอสุรินทราหูจะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “พระนารทสัมพุทธเจ้า” สูง ๒๐ ศอก พระชนมายุ ๑๐,๐๐๐ ปี มีไม้จันทน์เป็นที่ตรัสรู้ ได้บำเพ็ญปรมัตถบารมี

ในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นกษัตริย์มีพระนามว่า พระยาสิริคุตตมหาราช ครองเมือง มัลลนคร มีพระราชอัครมเหสี นามว่า ลัมภุราชเทวี มีพระราชโอรสและพระราชธิดา นามว่า นิโครธกุมารและโคตมีกุมารีตามลำดับ

วันหนึ่งมี พราหมณ์ ๘ ท่าน มาทูลขอราชสมบัติและพระนคร พระองค์ก็พระราชทานด้วยจิตใจ ที่ปลาบปลื้มยินดี และพาครอบครัวออกบวช ไปอาศัยอยู่ที่อาศรมในป่า ในครั้งนั้นมียักษ์ชื่อว่า ยันตะ ร่างกายสูงถึง ๑๒๐ ศอก

มาขอพระราชโอรส และธิดาทั้งสองพระองค์ เพื่อเป็นอาหาร และ ยันตะยักษ์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าได้ถวายพระราชโอรสและพระราชธิดาแล้ว อนาคตจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างแน่นอนเมื่อ พระยาสิริคุตตมหาราช ได้ฟังเช่นนั้นเกิดความปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

จึงตอบว่า ไม่ใช่ไม่รักลูกทั้งสอง แต่ท่านเป็นผู้ที่รักในพระโพธิญาณยิ่งกว่าสิ่งใด จึงตัดใจสละพระกุมารีทั้ง ๒ ให้ยักษ์และหลั่งน้ำเหนือมือของยักษ์ พร้อมทั้งประกาศแก่เทวดา และพระแม่ธรณีให้เป็นสักขีพยาน แห่งมหาทานนี้

เมื่อยักษ์ได้รับมอบพระกุมารีทั้งสองไปแล้ว ก็เคี้ยวกินต่อหน้าต่อตาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เห็นเลือดที่ไหล จากปากของยักษ์ ก็มิได้หวาดกลัวเลยด้วยจิตใจอันเปี่ยมด้วยยินดี และนับเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตพระองค์ที่ ๕ (นับพระศรีอริยเมตไตรย เป็นพระองค์ที่ ๑)