พระประจำวันเกิด ความเป็นมา ปางพระพุทธรูปประจำวันเกิด ของคนทั้ง 7 วัน

พระประจำวันเกิด วันนี้จะพามาดูถึง ปางพระพุทธรูปประจำวันเกิด ของคนทั้ง 7 วัน

พระประจำวันเกิด ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาที่อยู่คู่กับประเทศไทย มาอย่างยาวนานและคนไทยส่วนใหญ่ กว่า 94 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ วัดวาอารามต่างๆ จึงเป็นอีกสิ่งที่เราคุ้นตา และพบเห็นอยู่ได้ทั่วๆ ไปในแทบทุกพื้นที่

รวมถึงพระประทาน หรือพระพุทธรูปก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคย และคุ้นชินในวิถีของชาวพุทธไปแล้ว และอีกสิ่งที่เชื่อว่าพุทธศาสนิกชน ทุกคนต้องเคยสักการะ เคารพบูชาอยู่เป็นประจำ อย่าง “พระประจำวันเกิด” ซึ่งเป็นปางที่มีลักษณะพิเศษ

แตกต่างกันไปในแต่ละวัน จึงอยากพาทุกคนไปไขความลับ ประวัติของพระประจำวันเกิดว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะพาไปรู้จักกัน พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ ให้เราได้มีพุทธานุสสติ

คือระลึกถึงองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงมีพระคุณอันล้ำเลิศ เพื่อประโยชน์สุขต่อมนุษยชาติ และสัตว์โลกทั้งปวง พระพุทธคุณดังกล่าวได้แก่

  • พระกรุณาคุณ ที่ทรงช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์
  • พระปัญญาคุณ ที่ทรงตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ แล้วนำมาเปิดเผยให้ชาวโลก ได้ทราบอย่างถูกต้อง
  • พระบริสุทธิคุณ ที่ทรงพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องของสัตว์โลก อย่างแท้จริง

การได้บูชาพระพุทธรูปด้วยความรู้ และศรัทธาอย่างถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา จึงจะอำนวยประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น โดยปราศจากโทษ มีแต่คุณประโยชน์ แก่ทุกฝ่ายสถานเดียว ดูซีรี่ย์

พระประจำวันเกิด

 

พระประจำวันอาทิตย์ พระประจำวันเกิด ได้แก่ ปางถวายเนตร จะมีลักษณะอย่างไรมาดูกันเลย

โดยปางถวายเนตร จะมีลักษณะที่อยู่ในอิริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้ง 2 ข้าง พระหัตถ์ประสานไว้อยู่หน้าตัก พระหัตถ์ขวาซ้อนเหลื่อม อยู่บนพระหัตถซ้าย มาจากเมื่อครั้งพระบรมศาสดา ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้ประทับเสวยวิมุตติสุข

หรือก็คือความสุขอันเกิด จากความสงบ อยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นได้เสด็จไปประทับยืน ณ กลางแจ้งทางทิศอีสาน ของต้นศรีมหาโพธิ์ โดยสถานที่ยินประทับ นี้เรียกว่า “อนิมิสเจดีย์” และได้ และทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์ ดังกล่าวโดยไม่กระพริบพระเนตรเลยเป็นเวลา 7 วัน

พระประจำวันเกิดวันจันทร์ ได้แก่ ปางห้ามญาติ หรือปางห้ามสมุทร

โดยจะมีลักษณะแตกต่างกันอยู่คือ ปางห้ามญาติ จะยกยกพระหัตถ์ข้างขวาข้างเดียว ขณะที่ปางห้ามสมุทรจะยกพระหัตถ์ขึ้นทั้ง 2 ข้าง แต่ทั้ง 2 ปางนั้นจะอยู่ในอิริยาบถยืน และพระหัตถ์ที่ยกขึ้นจะอยู่เสมออก

ซึ่งปางห้ามญาตินั้น มาจากเมื่องครั้งพระญาติ ฝ่ายพุทธบิดา กรุงกบิลพัสดุ์ และพระญาติฝ่ายพุทธมารดา กรุงเทวทหะ ได้ทะเลาะกันเรื่องการแย่งน้ำ ในแม่น้ำโรหิณี เพื่อจะนำน้ำไปทำการเพาะปลูก เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงเตรียม ที่จะเปิดศึกกัน

จนพระพุทธองค์ ได้ไปเจรจาห้ามทัพ เพราะไม่อยากให้ญาติต่อสู้กันเอง ส่วนปางห้ามสมุทร มาจากเมื่อครั้งพระพุทธองค์ ได้เสด็จไปโปรดพวกชฎิล (นักบวชประเภทหนึ่ง เกล้าผมมุ่นเป็นมวยสูงขึ้น มักถือลัทธิบูชาไฟ)

3 พี่น้อง ได้แก่ อุรุเวลกัสสปะ, นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ เพราะ 3 พี่น้องนั้นตั้งตนเป็นใหญ่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา โดยมีบริวารอีก 1,000 คน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดง พุทธปาฏิหารย์

เพื่อทำลายทิฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย ทั้งการห้ามฝน ห้ามลม ห้ามพายุ และห้ามน้ำไม่ให้ท่วมบริเวณที่ประทับ เมื่อพวกชฎิลเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเกิดความอัศจรรย์เป็นอย่างมาก จึงยอมบวชเป็นพุทธสาวก หลวงพ่อเกษม เขมโก

พระประจำวันอังคาร ได้แก่ ปางไสยาสน์

โดยจะมีลักษณะบรรทมตะแคงขวา หลับพระเนตร พระเศียรหนุนหมอน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย ส่วนพระหัตถ์ขวาวางหงายอยู่ข้างหมอน ซึ่งความเป็นมาจะมี 2 นัยยะ

คือ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ารับสั่งให้ พระจุนทะเถระ ปูอาสนะ ระหว่างต้นรังคู่หนึ่ง แล้วทรงประทับ บรรทมแบบสีหไสยาสน์ ตั้งพระทัยว่าจะไม่ลุกอีก ซึ่งการสร้างปางนี้ จึงเสมือนเป็นการรำลึกถึง การเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระประจำวันเกิดวันพุธ ได้แก่ ปางอุ้มบาตร

โดยจะมีลักษณะที่อยู่ในอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างถือบาตรไว้ ส่วน พระประจำวันพุธกลางคืน ได้แก่ ปางป่าเลไลยก์ มีลักษณะที่อยู่ในอิริยาบถนั่งประทับบนก้อนหิน พระบาททั้งสองวางอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำเข่า พระหัตถ์ขวาวางหงายบนเข่า

มาจากเมื่อครั้งพระพุทธองค์ ได้สำแดงอิทธิปาฏิหารย์ เหาะขึ้นไปในอากาศต่อหน้าพระประยูรญาติทั้งหลาย เพื่อให้คลายทิฐิ พร้อมทั้งได้เทศนาสั่งสอนว่าด้วยเรื่องพระเวสสันดรชาดก ครั้นเสร็จสิ้นต่างพากันแยกย้ายกลับ

โดยไม่มีผู้ใดทูลอาราธนา ให้ฉันพระกระยาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์ และพระสาวกจะต้องฉันภัตตาหาร ที่มีเตรียมไว้ในพระราชนิเวศน์เอง แต่พระองค์กลับพา พระภิกษุสาวกเสด็จจาริก ไปตามถนนหลวง

เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ (สัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอน) อันเป็นกิจของสงฆ์ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนได้เห็น ได้เห็นพระจริยาวัตรขณะอุ้มบาตรโปรดสัตว์ จึงต่างกันแซ่ซ้องสรรเสริญ

และเมื่อพุทธบิดาทรงทราบเข้า ก็เข้าใจผิดว่าพระองค์ออกไปขอทานชาวบ้าน พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงอธิบายถึง การออกบิณฑบาตว่าเป็นการออกไป เพื่อโปรดสัตว์ ไม่ใช่การขอทาน

พระประจำวันพุธกลางคืน ได้แก่ ปางป่าเลไลยก์

มาจากเมื่อครั้งพระพุทธองค์ ประทับอยู่เมืองโกสัมพี แล้วพระภิกษุซึ่งมีอยู่มากรูปด้วยกัน ชอบทะเลาะเบาะแว้งกัน พระองค์จึงเสด็จไปประทับอยู่ในป่า ที่ชื่อว่าปาลิไลยกะ ตามลำพัง เวลานั้นได้มีพญาช้างชื่อเดียวกับป่า มาคอยปรนนิบัติ

และพิทักษ์พระพุทธองค์ ต่อมาพญาลิงเห็นเช่นนั้น ก็เกิดกุศลจิตทำตามอย่างบ้าง ขณะที่ชาวบ้านเมื่อไม่เห็น พระพุทธเจ้า และทราบเหตุก็พากันติเตียน และไม่ทำบุญ กับพระเหล่านั้น พระเหล่านั้นจึงสำนึก

และได้ขอให้พระพุทธองค์ เสด็จกลับมาซึ่งพญาช้าง ก็ได้ตามมาส่งเสด็จ และเกิดความเสียใจ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ จึงสิ้นลมในที่สุด และด้วยผลบุญที่ทำไว้ จึงได้ไปเกิดเป็น “ปาลิไลยกเทพบุตร” 

พระประจำวันพฤหัสบดี ได้แก่ ปางสมาธิ

โดยจะมีลักษณะที่อยู่ใน อิริยาบถนั่งสมาธิ พระบาทขวาทับอยู่พระบาทซ้าย ส่วนพระหัตถ์ซ้อนกันอยู่บนตัก มาจากเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงประทับขัดสมาธิบนบัลลังก์

หญ้าคาใต้ต้นมหาโพธิ์ ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 หรือที่เรียกว่า “วันวิสาขบูชา” 

พระประจำวันศุกร์ ได้แก่ ปางรำพึง

มีลักษณะที่อยู่ในอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้ง 2 ยกประสานขึ้นที่อก โดยเป็นพระหัตถ์ขวา ทับพระหัตถ์ซ้าย มาจากเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ได้ไม่นาน ก็ได้ทรงคิดพิจารณาว่า ธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง

ยากเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจ จึงคิดจะไม่แสดงธรรมแล้ว เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมทราบเรื่อง ก็ได้มากราบทูลให้แสดงธรรมต่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าในโลกนี้ยังมีบุคคลที่มีกิเลสเบาบาง

สามารถฟังธรรมของพระองค์เข้าใจได้อยู่ จึงทรงรำพึงถึงธรรมเนียมพระพุทธเจ้า ทั้งหลายแต่ปางก่อน ว่าตรัสรู้แล้วย่อมแสดงธรรมโปรดสัตว์ เพื่อประโยชน์สุขแก่โลก จึงทรงเปลี่ยนพระทัย และออกไปแสดงธรรมต่อ 

พระประจำวันเสาร์ ได้แก่ ปางนาคปรก

โดยจะมีลักษณะที่อยู่ใน อิริยาบถนั่งสมาธิ คล้ายกับปางสมาธิ จุดเด่นที่สำคัญคือจะมี พญานาคแผ่ขึ้นจากไหล่ปรกพระเศียรอยู่ มาจากเมื่อครั้งพระพุทธองค์เมื่อทรงตรัสรู้ ได้ไม่นาน และได้ไปประทับอยู่ใต้ต้นจิก

ขณะนั้นได้เกิดฝนตกลงมา ยาวนาน 7 วัน และได้มีพญานาคนาม มุจลินท์นาคราช แสดงอิทธิฤทธิ์เข้าไปวงขนด กายเป็นวงกลม 7 รอบ และแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าไว้ จนกระทั่งฝนหยุดตก จึงได้แปลงร่างเป็นมาณพ เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า