นางกวัก เป็นเทพีแห่งโชคลาภ ตามคติไทยบูชาเพื่อให้ ค้าขายเจริญรุ่งเรือง

นางกวัก วันนี้จะพามารู้จักกับ เทพีแห่งโชคลาภ ที่มีรูปลักษณะสำคัญเป็นสตรีไทย สมัยโบราณ

นางกวัก เป็นเทพีแห่งโชคลาภตามคติไทย ถือเป็นของขลังชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นรูปศักดิ์สิทธิ์ ทำเป็นรูปหญิงสวมเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับอย่างธรรมเนียมไทย นั่งพับเพียบ มือซ้ายวางลงแตะข้างลำตัว หรือวางบนตัก

ส่วนมือขวา ยกขึ้นระดับไหล่ ทำท่ากวักมือหรือเรียกเข้ามาหา เชื่อว่าเทพีองค์นี้ จะกวักมือเรียกทรัพย์ เป็นที่นับถืออย่างยิ่ง ในหมู่พ่อค้าแม่ขายชาวไทย เพราะถือว่าเทพีองค์นี้ จะเรียกลูกค้าเข้ามา อุดหนุนสินค้าในร้าน นอกจากนี้แล้วนามของ นางกวัก

มีนัยเป็นการ กวัก เรียกผู้คนมาอุดหนุนร้านค้า รูปนางกวัก จึงมีพระเกจิอาจารย์นิยม สร้างขึ้นมากมายหลายสำนัก การสร้างนางกวัก มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งเก่าและใหม่ ท่านที่บูชานางกวักจึงมักท่อง “คาถาบูชานางกวัก” เพื่อให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง โหลดเกมส์

นางกวัก

มาดูถึงประวัติของ นางกวัก ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง? มาดูไปพร้อมๆกันเลย

คติการนับถือนางกวักแต่ดั้งเดิม คือนับถือเป็นผีบรรพชนนางหนึ่ง ของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาไท โดยเป็นสตรีไทคนแรกๆ ที่มีความสามารถเกี่ยวกับ การทอผ้าจนกลายเป็นสินค้า ที่สามารถแลกเปลี่ยน กับสินค้าชนิดอื่นๆ เพื่อการยังชีพหรือสร้างรายได้

โดยคติความเชื่อนางกวัก แบบเดิมนี้ยังตกทอดในกลุ่มชาวไทต่างๆ เช่น ชาวไทพวนในจังหวัดลพบุรีและสุโขทัย ยังมีการละเล่น โดยมีอุปกรณ์สำคัญในกิจกรรมคือ “กวัก” (อุปกรณ์ที่ใช้ปั่นด้าย) เพื่อเชิญผีบรรพชนมาลงคนทรง

เพื่อเยี่ยมยามลูกหลาน และทำนายทายทัก นอกจากนี้ยังพบกิจกรรมเช่นเดียวกันนี้ ในชุมชนลาวครั่งบางแห่ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ส่วนนางกวักในสังคมชาวไทย ในภาคกลางได้ตกทอด คติการนับถือผีผู้หญิงของคนไทย

ซึ่งนับถือเพศหญิงเป็นใหญ่ ดังเช่นคติการนับถือแม่โพสพ ความเชื่อเรื่องนางกวัก ได้พัฒนาเปลี่ยนสภาพจากผี ไปเป็นเทพที่คอยกวักเงินกวักทองมาให้ ปรากฏการหล่อปั้น นางกวักครั้งแรกราวยุค กรุงศรีอยุธยา โดยมากพบเป็นขนาดบูชา

สร้างจากเนื้อโลหะ, ดินเผา หรือสลักจากไม้ ต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ คติการนับถือนางกวักปรากฏ ชัดเจนขึ้นในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว

เป็นช่วงที่สยามมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู มีการขยายตัวของกิจการ ร้านรวงในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองใหญ่ๆ นอกจากนี้ในประเทศญี่ปุ่น ยังมีการนับถือแมวกวัก หรือมาเนกิเนโกะ โดยแมวกวักเกิดขึ้นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2395 ซึ่งตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่น กำลังเฟื่องฟู

คติไทยเดิม

ที่มาที่ไปของนางกวักนั้น ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก และคาดว่าน่าจะเกิดจากพัฒนาการ นับถือผีของคนไทย ตามบทสวดคาถาบูชานางกวัก กล่าวว่านางกวักเป็นบุตรีของปู่เจ้าเขาเขียว ดังปรากฏความว่า

“โอม มหาสิทธิโชคอุดม โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียว ชื่อแม่นางกวัก ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงรัก รู้จักทุกตำบล คนรักทุกถ้วนหน้า โอมพวกพานิชชา พากูไปค้าถึงเมืองแมน ค้าหัวแหวน ก็ได้แสนทะนาน กูค้าสารพัดการ ก็ได้กำไรคล่องๆ กูจะค้าเงินก็เต็มกอง กูจะค้าทองก็เต็มหาบ กลับมาเรือนสามเดือน เลื่อนเป็นเศรษฐี สามปีเป็นพ่อค้าสำเภา โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิแก่กูคนเดียว สวาหะ”

ส่วนโองการไหว้ครูช่าง มีการกล่าวถึงเทพสตรีองค์หนึ่ง ชื่อนิลบรรพตเทพสุดา แปลว่า “ลูกสาวของเทพยดาแห่งเขาเขียว” ซึ่งชื่อใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ในคติของครูช่างเชื่อว่า นิลบรรพตเทพสุดา เป็นเทพแห่งการเย็บปักถักร้อย

และเป็นพระภาคหนึ่ง ของพระวิศวกรรม ทว่านิลบรรพตเทพสุดา กลับมีลักษณะเหมือนกันกับนางกวัก คือ “กวัก” ทรัพย์สมบัติมาให้ ดังปรากฏใน โองการไหว้ครูช่าง ความว่า

“อนึ่งไซร้ข้าขอเคารพ นบนางนามปรากฏ นิลบรรพตเทพสุดา กวักมาซึ่งสุวรรณรัตน์ สรรพสมบัติโอฬาร จะแจ้งการพิธี มารับพลีทั้งหลายไซร้ แล้วให้พระศรีสวัสดิ์ ปัดสรรพภัยทุกประการ นำศฤงคารโภคาทั่วทุกสิ่งมา เพิ่มพูนประมูลมากธนสาร นานมาโดยเนืองนิตย์ ประสิทธิแต่ปวงข้าพเจ้า ตามขนบเค้าแบบบรรพ์”

ในนิทานพื้นบ้านลพบุรี เกี่ยวกับนางกวัก ที่รับอิทธิพลจาก รามเกียรติ์

นางกวักปรากฏอยู่ใน นิทานพื้นบ้านลพบุรี ที่รับอิทธิพลจากรามเกียรติ์ ฉบับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยมีเนื้อเรื่องว่า พระรามได้ต่อสู้กับท้าวกกขนาก (รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เรียกท้าวอุณาราช)

เจ้าเมืองสิงขร ผู้มีใจอยุติธรรม ด้วยการแผลงศรพรหมมาสตร์ ตรึงท้าวกกขนากไว้บน เขาวงพระจันทร์ และสาปว่า ท้าวกกขนาก จะออกไปได้ก็ต่อเมื่อถึงยุคพระศรีอาริย์ หรือลูกศรที่ตรึง ท้าวกกขนาก ถูกรดด้วยน้ำส้มสายชูเท่านั้น

หลังจากเหตุการณ์นั้น นางนงประจันทร์ ธิดาท้าวกกขนาก จึงเพียรทอผ้าไตรจีวร จากใยบัวเตรียมถวาย พระศรีอาริย์ในอนาคต มิหนำซ้ำวันดีคืนดี นางนงประจันทร์ จะแปลงกายเป็นหญิงสาว มาซื้อน้ำส้มสายชู หวังใจจะนำน้ำส้มสายชูนั้น

ไปราดรด ศรพรหมมาสตร์ ชาวบ้านที่ทราบดังนั้น ก็โกรธและรังเกียจ นางนงประจันทร์ ด้วยเกรงว่าหาก ท้าวกกขนาก หลุดพ้นออกมาก็จะทำร้ายผู้คนอีก ด้วยเหตุนี้ ปู่เจ้าเขาเขียว ซึ่งเป็นสหายสนิทขอ งท้าวกกขนาก

ก็เกิดมีใจสงสาร นางนงประจันทร์ จึงส่งนางกวักซึ่งเป็นธิดา ไปอยู่เป็นเพื่อนนางนงประจันทร์ หลังจากนั้นเป็นต้นมา จากเดิมที่เคยมีผู้คนรังเกียจ นางนงประจันทร์ ก็กลับมีแต่คนรักใคร่ นำลาภนำผลมาให้ นางนงประจันทร์ จึงยกย่องนางกวักว่า เป็นหญิงผู้นำความสมบูรณ์ ในโภคทรัพย์

ลักษณะตามคติไทย

นางกวักตามคติไทย มีลักษณะเป็นรูปหญิง สวมเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับอย่างธรรมเนียมไทย คือ ไว้ผมปีกหรือดอกกระทุ่ม ห่มผ้าแถบ นุ่งโจงกระเบน นั่งพับเพียบ มือซ้ายวางลงแตะข้างลำตัว หรือวางบนตัก

หรืออาจถือถุงเงิน ที่มีการจดจารคาถาหัวใจสีวลี (พระสงฆ์ผู้เป็นเลิศด้านโชคลาภ) ส่วนมือขวายกขึ้นระดับไหล่ ทำท่ากวักมือ หรือเรียกเข้ามาหา ซึ่งมือขวาที่ยกนั้น หากอยู่สูงกว่าปาก มีความหมายว่า “กินไม่หมด”

ถ้าหากต่ำกว่าปาก จะมีความหมายว่า “กินไม่พอ” ในอดีตมักทำนางกวัก ให้มีขนาดเล็กสำหรับซุกตามแผง จะได้ไม่เกะกะหน้าร้าน แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้นางกวัก มีทรวดทรงหรือท่าทาง ที่ต่างไปจากเดิม

เช่น แต่งกายสวยงามอย่างนางละคร, มีรูปพรรณอวบอ้วน, ยกมือกวักทั้งสองข้าง หรือการเพิ่มมือกวัก ให้มีจำนวนมากขึ้น บ้างก็เสริมแต่งให้มี เครื่องแต่งกายที่หลากหลาย เช่น สวมแว่นกันแดด หรือถือกระเป๋ามียี่ห้อ นอกจากรูปปั้นแล้ว ในอดีตก็ทำรูปนางกวักไว้ที่

ไม้ควักปูนในเชี่ยนหมากบ้าง แกะด้วยงาเลี่ยมแขวน กับสายสร้อยบ้าง ส่วนนางกวักในคติล้านนา จะเป็นรูปหญิงสวมเครื่องแต่งกายพื้นเมืองล้านนา รูปพรรณงดงามสมส่วน ยกมือซ้ายขึ้นกวักโดยยกสูงขึ้นเหนือใบหู สะพายถุงเงินถุงทองไว้ด้านหลัง นามะฮาเกะ

นางกวักกับการทำให้เป็น อินเดีย

หลังการรับศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ ได้มีการนำเสนอที่มาของ นางกวักว่ามีต้นกำเนิด ในประเทศอินเดียมาแต่ ยุคพุทธกาล นางกวักมีนามเดิมว่า สุภาวดี เกิดที่เมือง มิจฉิกาสัณฑนคร เป็นธิดาของ สุจิตต์พราหมณ์ กับมารดาชื่อ สุมณฑา

ครั้นจำเริญวัยได้เดินทาง ไปค้าขายกับบิดา ระหว่างทางได้พบกับ พระอรหันต์สององค์ คือ พระมหากัสสปะ และพระสีวลี ซึ่งได้ประสาทพรให้ นางสุภาวดี ให้เป็นผู้เจริญร่ำรวย จากการค้าขาย ทำให้ครอบครัว ของนางร่ำรวยขึ้น

โดยสุภาวดีและครอบครัว มักทำบุญและบริจาคทาน อยู่เป็นนิจหลังนางสุภาวดี เสียชีวิตจึงมีการสร้างรูปขึ้นมา เคารพบูชาทว่าคติการนับถือนางกวัก ไม่เคยมีในประเทศอินเดีย เข้าใจว่าคงแต่งเรื่องให้นางกวัก มีความเป็นมายาวนาน และเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ แก่นางกวักมากกว่า